ระบบตอบแชทในไทยคิดเงินกันอยู่ 3 แบบ (1) รายเดือนคงที่ จ่ายเท่ากันทุกเดือนไม่ว่าใช้มากใช้น้อย (2) โควตา ได้จำนวนครั้งมาชุดหนึ่งต่อเดือน หมดแล้วซื้อเพิ่ม (3) เครดิต ได้วงเงินมาก้อนหนึ่งแล้วหักตามงานที่ AI ทำจริง · ทั้งสามแบบเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ เพราะหน่วยคนละหน่วย ตัวเลขเดียวที่เทียบได้คือ "ต้นทุนจริงต่อเดือนตอนร้านโตขึ้น 3 เท่า" ซึ่งไม่มีใบเสนอราคาไหนเขียนให้
เวลาขอราคาระบบตอบแชทมาเทียบกัน 3 เจ้า สิ่งที่ได้กลับมามักหน้าตาแบบนี้ เจ้าแรกบอก "1,290 บาท/เดือน" เจ้าที่สองบอก "ฟรี 500 ครั้ง/เดือน เกินคิดครั้งละ 0.3 บาท" เจ้าที่สามบอก "แพ็กเกจ 3,900 ได้เครดิต 5,000"
สามบรรทัดนี้อ่านแล้วรู้สึกว่าเจ้าแรกถูกสุด แต่ความจริงคือ คุณยังไม่มีข้อมูลพอจะบอกได้เลยว่าเจ้าไหนถูกสุด เพราะยังไม่รู้ว่าร้านคุณจะกินเท่าไหร่
บทความนี้แยกโครงสร้างทั้งสามแบบให้เห็นว่าแต่ละแบบซ่อนอะไรไว้ตรงไหน พร้อมสูตรแปลงทุกแบบให้เป็นตัวเลขเดียวกันที่เอาไปเทียบได้จริง
โครงสร้างราคาระบบตอบแชท 3 แบบ ต่างกันตรงไหน
คำตอบสั้น: ต่างกันที่ "ใครรับความเสี่ยงตอนแชทเยอะผิดคาด" รายเดือนคงที่ผู้ขายรับ · โควตากับเครดิตคุณรับ
| รายเดือนคงที่ | โควตา | เครดิต | |
|---|---|---|---|
| หน่วยที่ขาย | สิทธิ์ใช้งานต่อเดือน | จำนวนครั้ง (ข้อความ/สลิป/บทสนทนา) | วงเงินสำหรับให้ AI ทำงาน |
| บิลเดือนหน้า | รู้ล่วงหน้าเป๊ะ | รู้ขั้นต่ำ แต่เพดานไม่แน่ | รู้ขั้นต่ำ แต่เพดานไม่แน่ |
| ตอนแชทพุ่ง | จ่ายเท่าเดิม | ต้องซื้อเพิ่มหรือระบบหยุด | เครดิตหมดเร็วกว่าที่คิด |
| ตอนแชทน้อย | จ่ายเกินความจำเป็น | จ่ายตามจริง คุ้มกว่า | จ่ายตามจริง คุ้มกว่า |
| ความยากในการเทียบ | ต่ำ | กลาง ต้องรู้ว่านับ "ครั้ง" ยังไง | สูงสุด ต้องรู้ว่า 1 บาทของเครดิตซื้ออะไรได้ |
จุดที่คนพลาดคือคิดว่าสามแบบนี้คือ "วิธีคิดเงิน" เฉย ๆ ทั้งที่จริงมันคือ การตัดสินใจว่าใครรับความเสี่ยง ถ้าเดือนหน้าร้านคุณดังขึ้นมาแล้วแชทเข้าสามเท่า แบบรายเดือนคงที่คือผู้ขายขาดทุนกับคุณ ส่วนอีกสองแบบคือคุณจ่ายเพิ่ม
แบบรายเดือนคงที่ ดีตรงไหน เสียตรงไหน
คำตอบสั้น: โครงสร้างราคาแบบรายเดือนคงที่ ดีที่ตั้งงบได้แม่นและไม่มีวันโดนบิลเซอร์ไพรส์ เสียตรงที่ร้านเล็กจ่ายเกินความจำเป็นทุกเดือน และมักซ่อนเพดานไว้ที่อย่างอื่นแทน เช่น จำนวนช่องทาง จำนวนผู้ติดต่อ หรือจำนวนผู้ใช้ในทีม
ข้อดีที่สำคัญกว่าที่คนคิดคือ มันทำให้คุณกล้าใช้ ระบบที่คิดเป็นครั้งจะมีแรงเสียดทานทางจิตใจตลอดเวลา แอดมินจะเริ่มลังเลว่าเคสนี้ให้ AI ตอบดีไหม เดี๋ยวเปลืองโควตา ซึ่งทำให้คุณได้ประโยชน์จากระบบไม่เต็มที่ทั้งที่จ่ายเงินไปแล้ว
ข้อเสียที่ต้องดูให้ดีคือ เพดานที่ซ่อนอยู่ในคำว่า "ไม่จำกัด" ระบบรายเดือนคงที่แทบทุกเจ้าจำกัดอย่างอื่นแทน เช่น จำนวนช่องทางที่ต่อได้ จำนวนผู้ติดต่อในระบบ หรือจำนวนผู้ใช้งานในทีม ต้องไล่ดูว่าเพดานพวกนี้ตัวไหนจะชนก่อนเมื่อร้านโต
แบบโควตา ดีตรงไหน เสียตรงไหน
คำตอบสั้น: โครงสร้างราคาแบบโควตา ดีที่เห็นเป็นจำนวนครั้งจับต้องได้และเทียบข้ามเจ้าได้ง่ายสุด เสียตรงที่โควตาหมดกลางเดือนคือตอนที่ร้านกำลังขายดีที่สุดพอดี และคำว่า "ครั้ง" ของแต่ละเจ้านับไม่เหมือนกัน จะเป็นข้อความ บทสนทนา หรือใบ ต้องถามให้ชัดก่อนจ่าย
โครงสร้างนี้อ่านง่ายที่สุดในสามแบบ "ฟรี 500 ครั้ง/เดือน" เป็นประโยคที่เอาไปเทียบกับเจ้าอื่นได้ทันที และเป็นเหตุผลที่ระบบตรวจสลิปส่วนใหญ่เลือกใช้แบบนี้ (โครงสร้างราคาเฉพาะฝั่งตรวจสลิปทั้งตลาด แยกเจาะไว้ในระบบตรวจสลิปอัตโนมัติ ราคาเท่าไหร่ 2026)
แต่ต้องถามให้ชัด 3 ข้อ เพราะคำว่า "ครั้ง" ของแต่ละเจ้าไม่เหมือนกัน
- นับยังไง 1 ครั้ง = 1 ข้อความ หรือ 1 บทสนทนา หรือ 1 ใบ · ถ้าเป็นบทสนทนา บทสนทนาจบเมื่อไหร่
- เคสที่ล้มเหลวหักโควตาไหม ตรวจสลิปแล้วอ่านไม่ออก หรือ AI ตอบไม่ได้แล้วส่งต่อคน ยังโดนหักหรือเปล่า
- โควตาหมดแล้วเกิดอะไรขึ้น ระบบหยุดทำงาน ตัดกลับไปให้คนตอบ หรือหักเงินอัตโนมัติ · ข้อนี้สำคัญที่สุดและคนถามน้อยที่สุด
จังหวะที่โควตาหมดไม่ใช่จังหวะสุ่ม มันคือช่วงที่แชทเข้าเยอะที่สุด ซึ่งก็คือช่วงที่ร้านทำเงินได้ดีที่สุด ถ้าคำตอบข้อ 3 คือ "ระบบหยุด" แปลว่าคุณกำลังซื้อระบบที่จะดับตอนที่คุณต้องการมันที่สุด
แบบเครดิต ดีตรงไหน เสียตรงไหน
คำตอบสั้น: โครงสร้างราคาแบบเครดิต ดีที่ยืดหยุ่นที่สุดเพราะเอาเครดิตไปใช้กับงานอะไรก็ได้ เสียตรงที่ถ้าผู้ขายไม่บอกอัตราแลกเปลี่ยนว่า 1 บาทของเครดิตซื้อการตอบแชทได้กี่ครั้งหรือตรวจสลิปได้กี่ใบ คุณจะเทียบราคากับเจ้าอื่นไม่ได้เลย
โครงสร้างเครดิตเกิดขึ้นเพราะ AI ยุคนี้ทำงานได้หลายอย่างที่ต้นทุนไม่เท่ากัน ตอบข้อความสั้น ๆ กับอ่านรูปสลิปแล้วเทียบกับธุรกรรมธนาคาร ใช้ทรัพยากรคนละระดับ การขายเป็น "ครั้ง" เดียวกันหมดจึงไม่ยุติธรรมกับทั้งสองฝ่าย วงเงินกลางที่หักตามงานจริงจึงตรงกับความจริงมากกว่า
ปัญหาอยู่ที่ ถ้าไม่มีตารางอัตราแลกเปลี่ยน เครดิตก็เป็นแค่ตัวเลขที่ไม่มีความหมาย ประโยคว่า "ได้เครดิต 5,000" ไม่ได้บอกอะไรเลยจนกว่าจะรู้ว่า 1 บาทของเครดิตซื้อการตอบแชทได้กี่ครั้ง หรือตรวจสลิปได้กี่ใบ
นี่คือคำถามที่ต้องถามผู้ขายทุกเจ้าที่ใช้โครงสร้างนี้ รวมถึงเราด้วย เจ้าที่ตอบตัวเลขให้ได้ทันทีคือเจ้าที่คิดโครงสร้างมาแล้วจริง ๆ เจ้าที่ตอบไม่ได้หรือเลี่ยงไปพูดเรื่องอื่น ให้ตั้งข้อสังเกตไว้ก่อน
คำถามที่ต้องถามเพิ่มถ้าร้านคุณรับโอนเงินเยอะ: การตรวจสลิปหักเครดิตด้วยหรือเปล่า เพราะการอ่านรูปสลิปแล้วเทียบกับธุรกรรมธนาคารเป็นงานที่กินทรัพยากรมากกว่าการตอบข้อความหลายเท่า ถ้าระบบหักเครดิตทุกใบ ร้านที่มี 300 ออเดอร์ต่อเดือนจะเห็นเครดิตหายไปเร็วกว่าที่ประเมินไว้มาก · ของ YoKit เองคือไม่หักเครดิต และไม่จำกัดจำนวนใบด้วย การตรวจสลิปไม่ใช้ AI Credits เลย ตรวจได้ไม่จำกัดในทุกแพ็กเกจตั้งแต่ Starter โดยไม่คิดเพิ่มรายใบ
สูตรแปลงทั้ง 3 แบบให้เทียบกันได้จริง
คำตอบสั้น: แปลงทุกเจ้าให้เป็น "บาทต่อเดือนที่ปริมาณแชทจริงของร้านคุณ" แล้วคำนวณซ้ำอีกครั้งที่ปริมาณ 3 เท่า ตัวเลขชุดที่สองคือตัวที่บอกความจริง
ทำตามนี้ทีละขั้น ใช้เวลาประมาณ 15 นาที
ขั้นที่ 1 หาปริมาณจริงของร้านคุณ เปิดหลังบ้าน LINE OA หรือ Facebook Page ย้อนหลัง 30 วัน แล้วจดสองตัวเลข: จำนวนคนที่ทักเข้ามาทั้งเดือน และจำนวนสลิปที่รับต่อเดือน (ดูจากจำนวนออเดอร์ที่โอนเงิน)
ขั้นที่ 2 แปลงเป็นบาท/เดือน ที่ปริมาณปัจจุบัน
| โครงสร้าง | วิธีคิด |
|---|---|
| รายเดือนคงที่ | ค่าแพ็กเกจ (จบ) |
| โควตา | ค่าแพ็กเกจ + (ปริมาณจริง − โควตาที่ได้) × ราคาต่อครั้งส่วนเกิน |
| เครดิต | ค่าแพ็กเกจ + (ค่าใช้จริงตามอัตราแลกเปลี่ยน − เครดิตที่ได้) |
ขั้นที่ 3 คำนวณซ้ำที่ปริมาณ 3 เท่า นี่คือขั้นที่คนข้ามแล้วเสียใจทีหลัง ระบบตอบแชทเป็นของที่ซื้อเพราะร้านกำลังโต ถ้ามันแพงขึ้นแบบก้าวกระโดดตอนโต แปลว่าคุณกำลังซื้อของที่จะลงโทษความสำเร็จของตัวเอง
ขั้นที่ 4 เทียบกับต้นทุนคน เอาตัวเลขที่ได้ไปวางข้างค่าจ้างแอดมินจริงซึ่งอยู่ที่ 16,000 ถึง 29,000 บาท/เดือนต่อคนต่อกะเมื่อรวมทุกอย่างแล้ว (แจกแจงไว้ในจ้างแอดมินตอบแชท ราคาเท่าไหร่) หรือกรอกตัวเลขร้านคุณเองในเครื่องคิดเลขต้นทุนแอดมิน
ถ้าคำตอบขั้นที่ 3 ยังต่ำกว่าค่าจ้างคนหนึ่งกะอยู่มาก แปลว่าโครงสร้างนั้นใช้ได้ ไม่ต้องไปเถียงกันว่าแบบไหนสวยกว่า
ต้นทุนแฝงที่ไม่อยู่ในโครงสร้างราคาสักแบบ
คำตอบสั้น: ค่าแพ็กเกจ LINE OA เป็นเงินที่จ่ายให้ LINE โดยตรง แยกจากค่าระบบตอบแชท และไม่มีผู้ขายเจ้าไหนรวมให้
ตามที่ LINE ประเทศไทยประกาศไว้ในหน้าฟีเจอร์ LINE Official Account แพ็กเกจแบ่งเป็น Free ที่ได้ข้อความบรอดแคสต์ 300 ข้อความ/เดือน · Basic 1,280 บาท (15,000 ข้อความ) · Pro 1,780 บาท (35,000 ข้อความ)
จุดที่ต้องเข้าใจให้ถูกคือ โควตานี้นับเฉพาะข้อความที่ร้านยิงออกไปหาลูกค้าเอง ส่วนข้อความที่บอทตอบกลับคนที่ทักเข้ามาก่อนไม่ถูกนับในโควตาบรอดแคสต์ ร้านที่ใช้ระบบตอบแชทเพื่อ "ตอบให้ทัน" อย่างเดียวจึงมักอยู่แพ็กเกจฟรีของ LINE ได้นาน ส่วนร้านที่ยิงโปรหาลูกค้าเก่าบ่อยจะเจอค่านี้เพิ่มขึ้นมา (คิดต้นทุนต่อข้อความและจุดคุ้มทุนของการทักตามไว้ในทักตามตะกร้าหล่นยังไงให้ลูกค้ากลับมาซื้อ)
ต้นทุนแฝงอื่นที่ควรถามให้ครบ: ค่าติดตั้งหรือค่าแรกเข้า · ค่าสอนใช้งาน · ค่าเชื่อมระบบหลังบ้านที่มีอยู่แล้ว · ค่าผู้ใช้งานเพิ่มเมื่อทีมโต · และเงื่อนไขตอนยกเลิกกลางสัญญารายปี
7 คำถามที่ต้องถามก่อนจ่ายเงิน
คำตอบสั้น: 7 คำถามก่อนจ่ายค่าระบบตอบแชท: ราคารวมและไม่รวมอะไร · คิดเงินเป็นหน่วยอะไร นับเมื่อไหร่ · เคสทำไม่สำเร็จหักหน่วยไหม · ใช้เกินแล้วระบบหยุดไหม · โต 3 เท่าบิลเท่าไหร่ · มีค่าแรกเข้าหรือผูกมัดไหม · ช่วงทดลองใช้ราคาจริงไหม · ขอเป็นลายลักษณ์อักษร เจ้าที่ตอบครบทันทีคือเจ้าที่คิดมาจริง
- ราคานี้รวมอะไรบ้าง และไม่รวมอะไรบ้าง
- หน่วยที่คิดเงินคืออะไรกันแน่ และนับเมื่อไหร่ (ข้อความ / บทสนทนา / ใบ / เครดิต)
- เคสที่ระบบทำไม่สำเร็จ หักหน่วยไหม เช่น สลิปที่อ่านไม่ออก หรือคำถามที่ AI ส่งต่อให้คน
- ใช้เกินแล้วเกิดอะไรขึ้น หยุด · เตือน · หรือหักเงินอัตโนมัติ
- ถ้าปริมาณโต 3 เท่า บิลจะเป็นเท่าไหร่ (ขอให้เขาคำนวณให้ดูเลย)
- มีค่าแรกเข้า ค่าติดตั้ง ค่าผู้ใช้เพิ่ม หรือสัญญาผูกมัดไหม ยกเลิกยังไง
- ช่วงทดลองใช้ ได้ใช้โครงสร้างราคาจริงหรือใช้โควตาพิเศษ ข้อนี้สำคัญเพราะถ้าช่วงทดลองใจกว้างเป็นพิเศษ คุณจะประเมินปริมาณผิด
เอาชุดคำถามนี้ไปคู่กับเกณฑ์ตัดสินใจ 9 ข้อในระบบตอบแชท AI ตัวไหนดี แล้วคุณจะเทียบได้ทั้งเรื่องราคาและเรื่องความสามารถในรอบเดียว
ร้านแบบไหนเหมาะกับโครงสร้างไหน
คำตอบสั้น: ร้านที่แชทน้อยและสม่ำเสมอเหมาะกับโควตาหรือเครดิต · ร้านที่แชทเยอะ คาดเดายาก มีไลฟ์หรือโปร และร้านที่กำลังโตเร็ว เหมาะกับรายเดือนคงที่ เพราะช่วงพีคห้ามให้ระบบดับ · ร้านที่รับโอนเงินเยอะให้ดูอัตราตรวจสลิปเป็นหลัก ส่วนร้านหลายคนหลายสาขาให้ดูเพดานผู้ใช้
| ลักษณะร้าน | โครงสร้างที่เหมาะ | เหตุผล |
|---|---|---|
| แชทน้อยและสม่ำเสมอ ไม่มีช่วงพีค | โควตา หรือ เครดิต | จ่ายตามจริง ไม่ต้องอุดหนุนความจุที่ไม่ได้ใช้ |
| แชทเยอะและคาดเดายาก มีช่วงไลฟ์/โปร | รายเดือนคงที่ | ช่วงพีคคือช่วงที่ห้ามให้ระบบดับ และเป็นช่วงที่บิลแบบนับครั้งพุ่งแรงที่สุด |
| รับโอนเงินเยอะ ต้องตรวจสลิปทุกใบ | ดูอัตราตรวจสลิปเป็นหลัก | สลิปเป็นงานที่กินทรัพยากรมากกว่าการตอบข้อความ ต้องถามอัตราแยก |
| กำลังโตเร็ว ยังไม่รู้ปริมาณเดือนหน้า | รายเดือนคงที่ | เอาความแน่นอนไว้ก่อน แล้วค่อยย้ายทีหลังเมื่อรู้ตัวเลขจริง |
| มีทีมหลายคน หลายสาขา | ดูเพดานผู้ใช้/สาขาเป็นหลัก | ค่าใช้จ่ายจริงมักไปโผล่ที่ค่าผู้ใช้เพิ่ม ไม่ใช่ที่ค่าแชท |
ข้อสรุปที่ใช้ได้กับเกือบทุกร้าน: ถ้ายังไม่รู้ปริมาณจริงของตัวเอง ให้เลือกโครงสร้างที่คาดเดาบิลได้ก่อน แล้วค่อยย้ายไปแบบจ่ายตามจริงเมื่อมีข้อมูล 2 ถึง 3 เดือนในมือ การประหยัดเดือนละไม่กี่ร้อยไม่คุ้มกับการที่ระบบดับตอนไลฟ์ขายของ
สรุป · เลือกโครงสร้างราคาแบบไหนถึงจะไม่พลาด
คำตอบสั้น: อย่าเทียบที่ตัวเลขหน้าแรกของใบเสนอราคา ให้แปลงทุกเจ้าเป็นบาทต่อเดือนที่ปริมาณจริงของร้านคุณ แล้วคำนวณซ้ำที่ปริมาณ 3 เท่า ตัวเลขชุดที่สองคือตัวที่บอกว่าเจ้าไหนถูกจริง
โครงสร้างราคาทั้งสามแบบไม่มีแบบไหนดีกว่าโดยตัวมันเอง มันแค่ย้ายความเสี่ยงไปคนละที่ สิ่งที่ตัดสินคือคุณรู้ปริมาณของตัวเองแค่ไหน และคุณรับบิลที่คาดเดาไม่ได้ได้หรือเปล่า
YoKit ใช้โครงสร้างแบบเครดิต และเพราะบทความนี้บอกให้คุณไล่ถามอัตราของทุกเจ้า เราจึงเปิดตัวเลขของเราไว้ตรงนี้เลย Starter 1,490 บาท/เดือน ได้ AI Credits 1,490 บาท · Business 3,990 บาท ได้เครดิต 5,000 บาท (1.25 เท่า) · Enterprise 8,990 บาท ได้เครดิต 12,000 บาท (1.33 เท่า) ทุกแพ็กเกจใช้ฟีเจอร์ AI ได้ครบทุกตัว ไม่มีค่าแรกเข้า ไม่มีสัญญาผูกมัด ยกเลิกเองได้จากหน้าระบบ
และข้อที่ตอบตรงนี้ได้เลยเพราะเป็นคำถามที่ร้านรับโอนเงินถามบ่อยที่สุด การตรวจสลิปของเราไม่จำกัดจำนวนใบ และไม่หักเครดิต ไม่ใช้ AI Credits เลย ตรวจได้ไม่จำกัดในทุกแพ็กเกจตั้งแต่ Starter โดยไม่คิดเพิ่มรายใบ ต่างจากโครงสร้างที่ให้โควตาตรวจสลิปมาเป็นจำนวนใบต่อเดือนแล้วต้องซื้อเพิ่มเมื่อใช้หมด ซึ่งตามที่เขียนไว้ข้างบน มักหมดพอดีในเดือนที่ร้านขายดีที่สุด
และเพราะบทความนี้เตือนเรื่องเพดานที่ซ่อนอยู่ในคำว่า "ไม่จำกัด" ไว้เอง เราต้องตอบให้ครบว่าแล้วของเราจำกัดอะไร YoKit จำกัดที่จำนวนช่องทาง จำนวนผู้ใช้งานในทีม จำนวนผู้ติดต่อ และจำนวนสาขา ซึ่งเขียนเป็นตัวเลขไว้บนการ์ดทุกแพ็กเกจในหน้าราคา เอาไปเช็กได้ว่าเพดานตัวไหนจะชนร้านคุณก่อน · การตรวจสลิปไม่ได้อยู่ในเพดานพวกนี้
ส่วนอัตราที่ว่าเครดิตหนึ่งบาทซื้อการทำงานอื่นของ AI ได้เท่าไหร่ ขึ้นกับงานที่ร้านคุณใช้จริง ทักมาบอกปริมาณแชทต่อเดือนของร้าน แล้วเราคำนวณให้ดูก่อนตัดสินใจ และช่วงทดลองฟรี 7 วันเป็นเครดิตจริงบนโครงสร้างจริง ไม่ใช่โควตาพิเศษที่ทำให้ประเมินผิด
- 👉 สมัครทดลองฟรี 7 วัน ไม่ต้องกรอกบัตรเครดิต ยกเลิกได้ทุกเมื่อ
- 💰 ดูราคาทุกแพ็กเกจแบบเต็ม ตัวเลขทั้งหมดอยู่บนหน้าเดียว ไม่ต้องขอใบเสนอราคา
- 🧮 เครื่องคิดเลขต้นทุนแอดมิน กรอกตัวเลขร้านคุณแล้วเทียบกับค่าจ้างคนได้ทันที
- 💬 อยากให้คำนวณให้ ทัก LINE @yokit หรือโทร 083-242-3694 (จันทร์ ถึง เสาร์ 10:00 ถึง 20:00)
คำถามที่พบบ่อย
ระบบตอบแชทคิดเงินแบบไหนบ้าง
มี 3 โครงสร้างหลักคือรายเดือนคงที่ที่จ่ายเท่ากันทุกเดือนไม่ว่าใช้มากใช้น้อย แบบโควตาที่ได้จำนวนครั้งมาชุดหนึ่งต่อเดือนแล้วซื้อเพิ่มเมื่อหมด และแบบเครดิตที่ได้วงเงินมาก้อนหนึ่งแล้วหักตามงานที่ AI ทำจริง ทั้งสามแบบไม่ได้ดีกว่ากันโดยตัวมันเอง แต่ย้ายความเสี่ยงตอนแชทเยอะผิดคาดไปคนละที่ แบบคงที่ผู้ขายรับความเสี่ยง อีกสองแบบร้านค้ารับ
ราคาระบบตอบแชทแบบโควตากับแบบเครดิต ต่างกันยังไง
แบบโควตาขายเป็นจำนวนครั้งที่จับต้องได้ เช่นตรวจสลิป 500 ใบต่อเดือน จึงเทียบข้ามเจ้าได้ง่ายที่สุด ส่วนแบบเครดิตขายเป็นวงเงินกลางที่เอาไปใช้กับงานอะไรก็ได้แล้วหักตามต้นทุนจริงของแต่ละงาน ยืดหยุ่นกว่าเพราะการตอบข้อความสั้นกับการอ่านสลิปใช้ทรัพยากรไม่เท่ากัน แต่เทียบราคายากกว่ามากถ้าผู้ขายไม่บอกอัตราแลกเปลี่ยนว่าเครดิตหนึ่งบาทซื้ออะไรได้บ้าง
เทียบราคาระบบตอบแชทหลายเจ้ายังไงให้ยุติธรรม
อย่าเทียบที่ตัวเลขหน้าแรกของใบเสนอราคาเพราะหน่วยคนละหน่วย ให้เปิดหลังบ้าน LINE OA หรือ Facebook ย้อนหลัง 30 วันเพื่อหาจำนวนคนที่ทักเข้ามาและจำนวนสลิปต่อเดือนก่อน แล้วแปลงทุกเจ้าเป็นบาทต่อเดือนที่ปริมาณจริงของร้านคุณ จากนั้นคำนวณซ้ำอีกครั้งที่ปริมาณ 3 เท่า ตัวเลขชุดที่สองคือตัวที่บอกว่าเจ้าไหนถูกจริงเมื่อร้านโต
โควตาหมดกลางเดือนแล้วเกิดอะไรขึ้น
ขึ้นกับผู้ขายแต่ละเจ้าและเป็นคำถามที่คนถามน้อยที่สุดทั้งที่สำคัญที่สุด บางเจ้าหยุดทำงาน บางเจ้าตัดกลับไปให้คนตอบ บางเจ้าหักเงินอัตโนมัติ จังหวะที่โควตาหมดไม่ใช่จังหวะสุ่มแต่คือช่วงที่แชทเข้าเยอะที่สุดซึ่งก็คือช่วงที่ร้านทำเงินได้ดีที่สุด ถ้าคำตอบคือระบบหยุด แปลว่ากำลังซื้อระบบที่จะดับตอนที่ต้องการมันที่สุด
ค่าแพ็กเกจ LINE OA รวมอยู่ในค่าระบบตอบแชทไหม
ไม่รวม เป็นเงินที่จ่ายให้ LINE โดยตรงและแยกจากค่าระบบตอบแชทเสมอ LINE ประเทศไทยแบ่งเป็นแพ็กเกจ Free ที่ได้ข้อความบรอดแคสต์ 300 ข้อความต่อเดือน Basic 1,280 บาทที่ได้ 15,000 ข้อความ และ Pro 1,780 บาทที่ได้ 35,000 ข้อความ จุดสำคัญคือโควตานี้นับเฉพาะข้อความที่ร้านยิงออกไปหาลูกค้าเอง ส่วนข้อความที่บอทตอบกลับคนที่ทักเข้ามาก่อนไม่ถูกนับ